ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ (จากฟ้าสู่ดิน)

9 ก.พ.

เพื่อน ๆ
วันนี้ผมจะมาเสนอ ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ

เรื่อง …จากฟ้าสู่ดิน

1 ใน 7 เรื่อง ของภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ

เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่านะครับ !

มีชาวนาคนหนึ่ง นาของเขาเกิดน้ำท่วมขึ้นมา
ก็เลยตัดสินใจ ขายที่นาทิ้ง
แล้วไปหางานทำที่กรุงเทพ ฯ
แต่ก็ถูกโกงค่าจ้าง …

ผลสุดท้ายเขาก็กลับมาบ้านของตัวเอง
แล้วเริ่มทำนาใหม่…

ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง !

เห็นไหมครับเวลาเราำทำอะไรพลาด
เราแค่คิดถึงต้นเหตุ ปลายเหตุ
แล้วช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา
เท่านี้ !  เราก็สามารถแก้ไขปัญหาได้

 

พออยู่พอกิน  ยามท้อยิ้มสู้ !

น้ะเพื่อน ๆ ทุกคน  ^^ ‘

วันมาฆบูชา (18 กุมภาพันธ์)

8 ก.พ.

นี้ก็ใกล้จะวันมาฆบูชาแล้ว
เรามองข้ามกันหรือเปล่า
บางคน ๆ ปี ๆ หนึ่งอาจจะไม่เคยเข้าวัดเลยสักครั้ง
โอกาสดี ๆ ยั่งงี้ ..

ก็น่าจะชวนเพื่อน ๆ ครอบครัวไปเข้าวัด
ทำกิจกรรมกันบ้างน่ะครับ
นอกจากจะทำให้ใจสงบแล้ว จะได้ทำบุญด้วย !

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวัน ๆ นี้กันก่อนน้ะครับ ;))

“มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า”มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ” จาตุรงค สันนิบาต “
และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมก แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ “จาตุร” แปลว่า ๔ “องค์” แปลว่า ส่วน “สันนิบาต”
แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ ๔”
กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ

๑. เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหาร
ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจาก
พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์
๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

 

 

การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ

การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า
หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน
จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์
โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวาตลอดเวลา
ให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ
แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี

ประวัติการถือ ปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า

ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อถึงเวลาค่ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่ นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอกิจกรรมทางศาสนา

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย

อุดมการณ์ 4 ได้แก่

1.ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2.ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
3. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
4. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

วิธี การ 6 ได้แก่

1.ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
2.ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3.สำรวมในปาติโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
4.รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่างๆ
5.อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี

เป็นยังไงล่ะเพื่อน ๆ
ดูน่าสนใจกันบ้างหรือเปล่า

ที่ทำมานี้ไม่ได้ต้องการบังคับ
แต่ว่าอยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองปฏิบัติดูบ้าง

เผื่อจะได้มีอะไรดี ๆ เข้ามาในชีวิตมั้ง

สาธุ !!!!!

ขอขอบคุณ   http://www.dhammathai.org
http://www.kapook.com

ดอกกุหลาบ (ROSE)

7 ก.พ.

ก่อนหน้านี้เรากล่าวถึงประวัติความเป็นมาต่าง ๆ เกี่ยวกับวันแห่งความรักแล้ว
สิ่งที่เกี่ยวข้องกันต่อไปนี้  นอกจาก ช็อกโกแลต แล้ว
ก้คงขาดสิ่งใดไปไม่ได้นอกจาก  ดอกไม้
แล้วดอกที่เป็นพระเอกของงานที่จะถึงอันใกล้นี้ คือ  ดอกกุหลาบ !!

 

กุหลาบเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยม จากทุกคนทุกยุคทุกสมัย
ความเป็นมาปรากฎให้เห็น ตั้งแต่ราว 5000 ปีที่ผ่านมา จากชนชาติสุเมเรียน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บน
พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณแม่น้ำไทกริสและยูเกรตีสหรือ ประเทศอิรักในปัจจุบัน

สมัยต่อมาอยู่ในราว 1700 ปีก่อนคริสตศตวรรษที่เกาะครีต สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
หลักฐานเป็นภาพเขียน บนฝาผนังในวังเรียกว่า BLUE RIRD FRESCO
บน ภาพเขียนมีรูปกุหลาบแต่ไม่เหมือนกุหลาบจริง
เรื่อง ราวของกุหลาบได้เผยแพร่จากชาวเกาะครีตไปทางตอนเหนือสู่ประเทศกรีซ
โดย นิสัยชาวกรีก คลั่งการรบแต่วรรณกรรมเรื่องหนึ่งได้สอดแทรกเรื่องดอกกุหลาบมีการชโลมศพ
ด้วย น้ำมันกุหลาบก่อนอาบน้ำศพ
ในช่วงสมัยฮีโรโคตัส 485-425 ปี ก่อนคริสตกาล กุหลาบเป็นยอมรับและนิยมของชาวกรีก
มีการนำกุหลาบไปปลูกใน สวนเป็นพันธุ์ ROSA GALLICA
และกุหลาบ AUTUMN DAMARK ROSE เรื่องราวของต้นกุหลาบและการปลูกนั้น
ถูกบันทึกโดยฮีโอฟรัสตัส เมื่อ 372-286 ปี
ก่อนคริสตกาลในหนังสือ ชื่อ HISTORIA PLANTARUM
ฮีโอฟรัสตัสได้กล่าวไว้ ว่า “กุหลาบและลิลีสามารถขยายพันธุ์ได้
โดยการตัดชำ ต่อมาพระนางโจเซฟิน ราชินีของกษัตริย์นโปเลียนที่ 1 แห่ง ฝรั่งเศส
ผู้ทุ่มเทเงินทองและกำลังคนเพื่อเก็บรวบรวมพันธุ์กุหลาบชนิดต่าง ๆ ตลอดจนลูกผสม ถึง 250 พันธุ์
หลังจากที่สงครามสงบในปี ค.ศ.1815 ทางการอังกฤษจึงได้สั่งให้รักษา
สวน แห่งนี้ไว้ กุหลาบพันธุ์ต่าง ๆ ในสวนของโจเซฟินนี้เป็นบรรพบุรุษของกุหลาบในยุคปัจจุบัน
มี สีแดงอ่อนไปถึงแดงเข้ม สีชมพูสีขาว และสีทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ดีมาก
กุหลาบ ROSE OF CASTILE ชนิดนี้ปลูกในอเมริกาเหนือ
ดอกกุหลาบ DAMARK มีกลิ่นหอม พวกมิชชันนารี
ชาวอังกฤษได้นำดอกกุหลาบมาผลิตน้ำหอมหลังจากสมัยของโจเซฟิน
กุหลาบ พันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยผสมกันเองตามธรรมชาติของพันธุ์ต่าง ๆ
กุหลาบ พันธุ์ใหม่ ๆ ในช่วงนี้จึงเป็นลูกผสมที่มีความแปรปรวนทางพันธุกรรม
แม้กุหลาบจะเป็นไม้ดอกที่มีปลูกในเมืองไทยมาเป็นเวลานาน
แต่ ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ผู้ใดนำกุหลาบเข้าปลูกและ ตั้งแต่เมื่อใด
แต่ ทราบเพียงว่ากุหลาบเป็นที่น่าสนใจและปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
ใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การปลูกกุหลาบในสมัยนั้นเป็นการปลูกเพื่อให้ประดับบ้านเรือน
หรือ เพื่อเป็นงานอดิเรก ปัจจุบันกุหลาบพันธุ์ ต่าง ๆ
เหล่า นี้คงหาได้ยากหรืออาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
เนื่อง จากมีกุหลาบบางพันธุ์ที่มีความสวยงามกว่าเข้ามาแทนที่
ทำให้พันธุ์เก่า ๆ เสื่อมความนิยมลง
นอกจากนี้น้ะ เพื่อน ๆ
ดอกกุหลาบก็มีคนคิดความหมายของมันขึ้นมา
เพื่อเป็นจุดขายของมันเลยก็ว่าได้
เรามาดูความน่ารักของมันกัน ^^’

ช่อกุหลาบสื่อความหมาย !

จำนวนดอก กุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ
ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เขาคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้
คุณว่ายังงั้นไหม ??
จำนวน ดอกกุหลาบ 1 ดอก แสดงความหมาย “รักแรกพบ”
จำนวนดอกกุหลาบ 2 ดอก แสดง”ความรู้สึกที่ดีต่อกัน”
จำนวนดอกกุหลาบ 3 ดอก แสดง “ฉันรักเธอ”
จำนวน ดอกกุหลาบ 7 ดอก แสดง “คุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์”
จำนวนดอกกุหลาบ 9 ดอก แสดง “เราสองคนจะรักกันตลอดไป”
จำนวนดอกกุหลาบ 10 ดอก แสดง”คุณเป็นคนที่ดีเลิศ”
จำนวนดอกกุหลาบ 11 ดอก แสดง”คุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉัน”
จำนวนดอกกุหลาบ 12 ดอก แสดง”ขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียว”
จำนวนดอกกุหลาบ 13 ดอก แสดง”มีความเป็นเพื่อนแท้เสมอ”
จำนวนดอกกุหลาบ 15 ดอก แสดง”ฉันรู้สึกเสียใจจริง ๆ “
จำนวนดอกกุหลาบ 20 ดอก แสดง”ฉันมีความจริงใจต่อเธอ”
จำนวนดอกกุหลาบ 21 ดอก แสดง”ชีวิตนี้ฉันมอบเพื่อเธอ”
จำนวนดอกกุหลาบ 36 ดอก แสดง”ฉันยังจำความหลังอันแสนหวาน”
จำนวนดอกกุหลาบ 40 ดอก แสดง”ความรักของฉันเป็นรักแท้”
จำนวนดอกกุหลาบ 99 ดอก แสดง”ฉันรักเธอจนวันตาย”
จำนวนดอกกุหลาบ 100 ดอก แสดง”ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ”
จำนวนดอกกุหลาบ 101 ดอก แสดง”ฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น”
จำนวนดอกกุหลาบ 108 ดอก แสดง”คุณจะแต่งงานกับฉันไหม”
จำนวนดอกกุหลาบ 999 ดอก แสดง”ฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย”

กุหลาบแดงและขาวรวมกัน สื่อความหมายให้รู้ว่า “สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน”
กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความงดงามและความอ่อนโยน
กุหลาบสีเหลือง บอกเป็นนัยว่า “ขอเป็นชู้ทางใจ” หรือ หมายถึงความสุข สนุกสนาน ร่าเริง
กุหลาบสีส้ม เพื่อบอกความในใจถึงความรักและสิ่งที่ผ่านมา
กุหลาบแดงเข้ม(สีเหมือนไวน์แดง) แทนคำว่า “เธอช่างสวยเหลือเกิน”
กุหลาบสีขาว บอกว่า “ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”
กุหลาบตูม ที่มีทั้งใบและหนาม บอกให้รู้ว่า “แม้ฉันจะวิตกอยู่บ้าง แต่รู้ว่าเธอคงไม่ปฎิเสธ”
กุหลาบตูมที่ริดใบทิ้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าน่ากลัวไปหมด
กุหลาบตูมที่ริดหนามทิ้งหมด แสดงให้เห็นถึงความหวังที่มีอย่างเปี่ยมล้น
กุหลาบตูมสีแดง แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไร้เดียงสา “รักของฉันเพิ่งแรกแย้ม และอ่อนต่อโลก”
กุหลาบตูมสีขาว แสดงถึงความมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไร้เดียงสาในเรื่องความรัก
กุหลาบบานหนึ่งดอก และกุหลาบตูม 2 ดอก อยากบอกว่า “นี่คือความรักที่ฉันแอบซ่อนไว้”
กุหลาบบานสีแดง บอกให้รู้ว่า “ฉันรักเธอเข้าแล้ว”
กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว เขาอยากจะบอกให้คุณรู้ว่า “ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว”
กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว แทนความหมาย “เสน่ห์ของเธอมันจืดจางลงแล้ว”
กุหลาบไร้หนาม ให้รู้ว่า “เธอช่างมีเสน่ห์น่าหลงไหลแม้ยามแรกพบ”
กุหลาบดอกเดียวแทนความหมาย “รักฉันแม้เรียบง่าย แต่ก็มั่นคงกับเธอผู้เดียว”

 

เป็นยังไงล่ะเพื่อน ๆ น่าทึ่งใช่ไหมล่ะ
วันวาเลนไทน์นี้ แอบชอบใครอยู่ก็อย่าลืมสื่้อความหมายดี ๆ ให้กับ
คน ๆ นั้นล่ะ  >3<

ขอ ขอบคุณ  http://www.winfive-radom.com
http://www.valentine.tlcthai.com

ประชาสัมพันธ์ .. “พรานทะเล” ประกวด Clip Contest ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมเกือบ 100,000 บาท

6 ก.พ.

“พรานทะเล” ผุดไอ เดียเก๋ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่แสดงความห่วงใยสิ่งแวดล้อมผ่านไอเดียบรรเจิดใน การประกวดคลิปวิดีโอสั้น ระดมกรรมการระดับแถวหน้าของเมืองไทยสร้างแรงบันดาลใจ หวังเป็นจุดเริ่มต้นให้คนรุ่นใหม่โชว์พลังในการสร้างสรรค์สังคมโดยเริ่มจาก สิ่งเล็กน้อยใกล้ตัว

เพียงแค่นำเสนอไอเดียวิธีการกินข้าวต้มพรานทะเลอย่างไร ที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ในแบบฉบับของคุณ ผ่านคลิปวิดีโอ ความยาวไม่เกิน 3 นาที ส่งมาที่ http://www.prantalay.com/green ชิงเงินและของรางวัล มูลค่ารวมเกือบ 100,000 บาท จากพรานทะเล

สำหรับกติกาและรายละเอียด น้องๆเยาวชนคนไหนสนใจสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ http://www.prantalay.com/green ผู้เข้าประกวดส่งผลงานการสร้างสรรค์คลิปวิดีโอ กินข้าวต้มพรานทะเลอย่างไรที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ในแบบฉบับของคุณ (หรือแก๊งของคุณ) ความยาวไม่เกิน 3 นาที และขนาดไม่เกิน 1 GB โดยไฟล์วิดีโอที่ใช้ในการอัพโหลดจะต้องเป็นสกุล WMV หรือ AVI เท่านั้น หลังจากนั้นอัพโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นบนเวบไซต์ http://www.prantalay.com/green (คลิกที่ Menu: Upload)

โดยผู้เข้าร่วมประกวด 1คน สามารถส่งคลิปได้มากกว่า 1 คลิป โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ “ลดโลกร้อน” ,“สุขภาพดี” และ “ข้าวต้มพรานทะเล” ในวิดีโอนั้นด้วย ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประกวดที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากคณะกรรมการ 2 อันดับแรก และ 4 รางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัล และผู้ที่ได้รับคะแนนจากการโหวตบนหน้าเวบมากที่สุด ในระยะเวลาตั้งแต่ 18 มกราคม 2554 – 11 มีนาคม 2554 ได้รับรางวัลเป็น iPad 16GB

สำหรับผู้โหวตก็มีสิทธิได้รับรางวัลด้วยเช่นกัน เพียงสมัครสมาชิกคลิกปุ่ม Vote ในคลิปที่ถูกใจ ซึ่งการคลิก Vote 1 ครั้ง มีค่าเท่ากับ 1 คะแนนโหวต โดย1 คน สามารถโหวตได้ 1 ครั้ง ใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-925-6316

ขอขอบคุณ   http://www.bangkokbiznews.com
http://www.ryt9.com

น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ! ไม่รู้ไม่ได้แล้ว.

6 ก.พ.

เพื่อน ๆ คงรู้กันทั่วอยู่แล้ว
ว่าช่วงนี้เรามีปํญหากันเรื่อง โลกร้อน
บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่อง ขำๆ
แต่… ไม่แล้วเราควรต้องหาวิธีป้องกัน  อย่างเร่งด่วน..

น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วกว่าในอดีตถึง 20 เท่า
แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกตะวันตก (West Antarctic Ice Sheet’s (WAIS)) ละลายเร็วกว่าในอดีตถึง 20 เท่า อาจมีผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอีก 1.5 เมตร ผลจากการวิเคราะห์ไอโซโทปของหินตัวอย่าง (boulder) ที่เก็บได้จากธารน้ำแข็ง (glacier) 3 แห่ง ในเขต Amundsen Sea Embayment ที่ซึ่งน้ำแข็งมีการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าที่ใดในโลก จากการวิเคราะห์ตัวอย่างก้อนหิน

ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นภาพในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็ง ในพื้นที่  ไม่ว่าการละลายอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งนี้จะมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติจากยุค น้ำแข็งช่วงสุดท้ายเมื่อ 20,000 ปีแล้ว หรือมาจากการกระทำของมนุษย์ ผู้นำทีม ดร.Joanne Johnson จาก British Antarctic Survey กล่าวว่า “จนกระทั่งขณะนี้ ทีมงานยังทราบข้อมูลไม่มากนักเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในระยะยาวของแผ่นน้ำ แข็งในแอนตาร์กติกตะวันตก เนื่องจากพื้นที่นั้นอยู่ห่างไกลและเข้าถึงได้ลำบาก การค้นพบทางธรณีวิทยาของทีมงานในครั้งนี้ เป็นเพียงการค้นพบเพียงชิ้นส่วนเล็กๆเท่านั้น

และจะถูกนำไปใช้ในการสร้างรูปแบบจำลองในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งเหล่านี้ใน อนาคต” ทีมงานได้พิสูจน์ว่าตัวอย่างหินที่ได้มานั้นได้สัมผัสกับรังสีคอสมิกมานาน เท่าใด แทนที่จะดูว่ามันถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหรือโคลนตะกอนมานานเท่าใด ดร. Mike Bentley กล่าวว่า เมื่อหินถูกทิ้งไว้และค่อยๆแห้งลงเนื่องจากธารน้ำแข็งเริ่มละลายนั้น จะทำให้ก้อนหินเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากรังสีและทำให้หินนั้นเสื่อมลง และทำให้เกิดอะตอมที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่ทางทีมงานสามารถ สกัดออกมาเพื่อทำการวัดได้ในห้องปฏิบัติการ ยิ่งก้อนหินเคยอยู่กลางแจ้งนานเท่าใด อะตอมพิเศษที่ว่านี้ก็กืคือ จำนวนไอโซโทปในอะตอม (Cosmogenic isotopes) ของ Beryllium-10 และ Aluminium-26 จะมีจำนวนมากขึ้นเท่านั้น ทำให้พวกเขาทราบและเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตกับบริเวณนั้นมากขึ้น เขต Amundsen Sea Embayment ที่เป็นสถานีของทีมงานชุดนี้ อยู่ห่างไกลจากสถานีวิจัยที่ใกล้ที่สุดถึง 1,400 กิโลเมตรและเข้าถึงได้ด้วยเฮลิคอปเตอร์ เป็นห้องทำงานที่ห่างไกล อ้างว้าง หนาวเย็นและลมแรงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ค่ะ เขต Amundsen Sea Embayment นั้นตั้งอยู่ริมขอบของแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกตะวันตก ได้สร้างความเป็นห่วงให้กับนักธรณีวิทยา เนื่องจากหินแข็งชั้นล่าง (bedrock) ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งอยู่ลึกจากระดับน้ำทะเลมากและแผ่นน้ำแข็งก็แทรกตัว อยู่ ระหว่างชั้นหินลึกนั้น การละลายของน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งอาจมีความเกี่ยวเนื่องให้ธารน้ำแข็งในแผ่น น้ำแข็ง (ice sheet) ละลายได้เร็วขึ้น และอาจมีผลต่อการเพิ่มระดับน้ำทะเลถึง 1.5 เมตร และถ้าหากธารน้ำแข็งในแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกตะวันตกละลายทั้งหมด อาจจะมีผลให้ระดับน้ำททะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เมตร แต่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ก็เย็นใจว่า มันจะยังไม่เกิดขึ้นในชั่วระยะไม่กี่ร้อยปีนับจากนี้

มาถึงตอนนี้ คุณยังคิดอีกหรือไม่ว่า การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก เป็นเรื่องไกลตัว..
เพราะสภาวะโลกร้อนใช่ว่าจะมีผลกระทบต่อหมีขาวขั้วโลกเท่านั้น
แต่ก็ยังส่งผลมาถึงมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่บนโลกนี้
ที่ขั้วโลกก็เช่นกัน .. หมีขั้วโลกเดือดร้อน

และแน่นอน มันย่อมส่งผลกระทบถึงมนุษย์ทั่วทั้งโลกเช่นกัน ..

ดังนั้นเราควรจะช่วยกันแก้ปัญหา โดยอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ตัว
เช่น ลดการใช้พลังงาน หรือใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
เพราะถ้าทุกคนร่วมมือกันก็จะกลายเป็นมือที่ใหญ่ที่สามารถช่วยในการแก้ปัญหาของโลกได้

 

ขอขอบคุณ  ข้อมูลจากนิตยสาร
และข้อมูลในเว็บไซต์หลาย ๆ ที่น้ะครับ

จุดกำเนิดของหวาน ! ช็อกโกแลต (chocolate)

3 ก.พ.

ช็อกโกแลตถึงแฟช ฉันจะทาน
แม้ฉันทาน แล้วฉันจะทานแล้วโดนล้อ … o.o ”

เอ้า ขอโทษครับเพื่อน ๆ
กำลังร้องเพลงเพลิน ๆ  (อิอิ)
เมื่อก็เป็นเพลงของ วง HANGMAN เพลง ช็อกโกแลต นั่นเองแหล่ะครับ

แล้วในหัวข้อวันนี้เราก็จะพูดถึงช็อกโกแลตนี้แหล่ะครับ !

เพื่อน ๆ คงจะรู้จัก
ของหวานที่ทุก ๆ คนชื่นชม มาตั้งแต่โบราณเลยก็ว่าได้

” ช็อกโกแลต ” (Chocolate)



เพื่อนรู้รึเปล่าว่า
ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์
เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา
จัดอยู่ในตระกูล Theobroma cacao แปลว่า “อาหารแห่งทวยเทพ”
และชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโกและอเมริกากลาง
ชนกลุ่มนี้ได้แก่.. แต่น แต๊น แต๋นน


ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา
คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่อง ปรุงหลายชนิด
เพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน
นอกจากใช้ประกอบ อาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมด้วย

ชาว มายา (ค.ศ. 250-900) เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่า
ได้ค้นพบความ ลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝน
และปลูกไว้ที่สวนหลัง บ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง
และยังบดเป็นเนื้อ เหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไท แป้งข้าวโพด
ก็จะ ได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง

ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทค
ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบัน
เรียกว่า เม็กซิโก ซิตี้ ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น
และยังเรียกเก็บ ค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคา
โดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก
โดยปรุงรสชาติ ให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ
ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อย ก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน

เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ
ขณะที่บรรดาเชื้อพระ วงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง
พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้
ช็อกโกแลต มีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา
เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่อง สักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ

สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้น ยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัด
แต่มีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า “ช็อคโกลัจ” ในภาษามายา
ซึ่งหมายถึง มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน
คือ “chocol” แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า “atl” ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ
พอมา รวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และมาเป็น chocolate ต่อมาในยุโรป

โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก
“เมล็ด โกโก้เป็นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์”
เมื่อ ประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งทำให้พวกเขานำเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มนั่นก็คือ
“น้ำ ช็อกโกแลต” ต่อมานายเออร์นัน คอร์เตช
นักสำรวจชาวสเปนแล่นเรือมาพบกับชาว แอชเต็คส์
ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่กับชาวแอชเต็คส์และร่วมดื่มน้ำช็อกโกแลต ด้วยกัน
และนายคอร์เตชได้นำเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทำเครื่องดื่มดู บ้าง
และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในสเปน
จน ในที่สุด นายคอนราด เจ แวนฮูเตนท์ ชาวดัช
ได้ค้นพบการทำช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง

และปัจจุบันนี้..
ผมและเพื่อน ๆ ก็คงไม่้ต้องค้นหาอะไร
เดินไป 7-11 ก็เจอแล้ว ไช่ไหม  เพื่อน ๆ    55 55.

ขอขอบคุณ  http://th.answers.yahoo.com

ความลี้ลับของ 3 สามเหลี่ยมมรณะ (Bermuda Triangle)

2 ก.พ.

เพื่อน ๆ คงจะเคยจะได้ยินชื่อ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
ไม่สิ !  ทุกคนอาจจะีูรู้จักเลยล่ะ
และกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่ากลัวของ มหันตภัย และความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านี้

เอาล่ะมาเข้าเรื่องกัน..


เริ่มจากอะไรก่อนดีล่ะ.. จุดกำเนิดของมันล่ะกันน่ะ

สามเหลี่ยม เบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ตร.กม. อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา
และเกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดิน แดนในปกครองของสหราชอาณาจักรสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นที่รู้จักทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย
หลังจากที่ค้นพบว่าคุณสมบัติทางฟิสิกส์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามกฎพื้นฐาน

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) หลังจากที่มีเรือขนาดใหญ่หายสาบสูญภายในบริเวณสามเหลี่ยม
รวมถึงเครื่องบินและเรือขนาดเล็กอื่นๆ จนได้รับขนานนามว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ” (The Devil’s Triangle)

เพื่อน ๆ คิดว่ายังไงล่ะครับ กับความน่ากลัวของมัน

แต้่ก็มีมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักสมุทรวิทยา และอีกหลายอาชีพ
ให้ความเห็นและทฤษฎีเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา มากมาย อย่างเช่น

ทฤษฎีที่ว่า อาจจะเป็นไปได้ที่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นั้น ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแห่งแรงโน้มถ่วงพอดี ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างของอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ และเมื่อเรือหรือเครื่องบินแล่นเข้าสู่ช่องว่างแห่งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติหายลับไปทันที แต่เนื่องจากว่าวิทยาการทางเทคนิคของเราในปัจจุบันนี้ยังไม่มีความรู้พอที่ จะแก้ไขสถานการณ์อันนี้ได้ การหายสาบสูญของพวกเรา ก็เป็นไปในทำนอง เดินทางเดียว เท่านั้น คือเมื่อมิติถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่อาจจะทำให้กลับคืนสู่มิติเดิมได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตปัญญาสูงจากนอกโลกที่มาจากจานบิน คงจะทราบและเข้าใจในกฎเกณฑ์อันนี้เป็นอย่างดีจึงได้ใช้ช่องว่างที่เกิดจาก สมดุลอันนี้ เป็น ประตู ทางเข้าออกในการเปลี่ยนแปลงทางมิติเพื่อเข้าสู่โลก ด้วยเหตุจึงมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยๆ (สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยที่สุดและมากที่ สุดในโลก เพื่อน ๆ คงเคยได้เห็นจากข่าว และตามคลิปต่าง ๆ นานา  นั่นแหล่ะครับ !) และมันจะหายตัวไปแบบฉับพลัน ซึ่งตอนนั้นเองที่จานบินเปิดประตูมิติ เรือหรือเครื่องบินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี ก็เลยแล่นเข้าสู่ประตูมิติ     บรื้อออออออ !

ทฤษฎีที่ว่า เป็นจุดที่มีแรงดึงดูดของโลกมากที่สุด
เนื่องจากแรงดึงดูดของบริเวณนี้สูงกว่าบริเวณอื่น
จะทำให้เครื่องบิน หรือเรือ จมลงทะเล

ทฤษฎีที่ว่า เป็น บริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด
ซึ่งจะทำให้เครื่องบิน หรือเรือที่ใช้เครื่องยนต์ โดนสนามแม่เหล็ก
ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และจมลงในที่สุด

มีทฤษฎีหลาย ๆ ข้อ เกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า แต่ก็ไม่มีใครสามารถ
บอกได้ว่า เรื่องประหลาด ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แล้วเพื่อน ๆ คิดว่ายังไงหรอครับ ?

อ้ะเรามาต่อกัน..

ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทาง ตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

เครื่องบินที่หาย ไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการ ติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุมการบิน ทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
ราย ต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ” ไม่สามารถควบคุมกลไก ต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุ “

น่ากลัวใช่หรือเปล่าล่ะเพื่อน ๆ
บนโลกนี้ยังมีสิ่งที่ วิทยาศาสตร์ อธิบายไม่ได้อีกเยอะ
แล้วเพื่อน ๆ คิดว่ามันคืออะไร ?

ขอขอบคุณ  http://www.dek-d.com
http://happy.teenee.com